KANSAI (PART IIII) : OSAKA ” โอซาก้านั้นมีปราสาท แต่บุพเพสันนิวาสของพี่นั้นมีน้องคนเดียว “

และแล้วก็เข้าสู่ Part สุดท้ายของ Beam With Yuu In Kansai!
Part นี้เราจะพาไปตะลุย Osaka 2 วันเต็มๆ ทั้งไปถ่ายรูปแลนมาร์ค ปิกนิคในสวน
ชิมขนมร้านดังอันดับ 1 ของ Tabelog หรือมั่วหาร้านสุกี้ชาบูอร่อยๆอีก
ต้องบอกเลยว่าทั้งมั่ว ทั้งสนุกและเหนื่อยไปพร้อมๆกัน เรายังมีของแถม
เป็นร้านขายเสื้อฮาวาย Sun Surf แห่งเดียวในโอซาก้า(ที่เราเจอในเว็บ)
และห้องอาบน้ำแบบหยอดเหรียญในสนามบินด้วย ใครพร้อมแล้ว
เตรียมกดเซฟรูปแล้วตามมาได้เลย!

เมื่อตั้งใจแล้วว่าจะเที่ยวในโอซาก้าทั้ง 2 วันเต็ม เราเลยเลือกซื้อบัตรรถไฟแบบ 2 Days Pass
แต่! ตอนไปซื้อต้องถามเขาให้ดีว่า บัตรที่เราจะซื้อเป็นแบบไหน เพราะนอกจากบัตรรายวันแบบธรรมดาแล้ว
ยังมีบัตร Amazing Pass ที่ยังรวมค่าบัตรผ่านประตูสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆไปกับค่าบัตรด้วย คือ คุ้มยิ่งกว่าคุ้มมม

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเนี่ย เราก็ควรจะวางแผนเที่ยวให้ดีด้วย ถึงจะใช้บัตรได้อย่างคุ้มค่า
ซึ่งตอนเราซื้อบัตรเขาจะมีแผนที่แนะนำรูทเที่ยวมาให้ด้วย เพราะฉะนั้นสบายๆ ใช้ไม่ยากเลยค่ะ


เนื่องจากเป็นช่วง Golden Week มองไปทางไหนก็เห็นซากุระโปรยปราย
ตามเซเว่นจะมีป้ายบอกจุดชมซากุระด้วยนะ ใครใกล้ที่ไหนสะดวกไปยังไงก็ตามสะดวกเลย


จุดหมายแรกของเราในวันนี้จะเป็นที่อื่นไปได้ยังไงนอกจากปราสาทโอซาก้า ไหนๆอยู่ไหนนะ


ตรงไหนมีร่มไม้ ตรงนั้นมีคนนั่งชิล ปิกนิคกันได้ทุกที่



ดอกไม้ประตูแจกันดินทรายต้นไม้ใหญ่


เห็นปราสาทอยู่ไกลลิบๆ


นั่นไงปราสาททททททททท


ต้องเดินอีกนานแค่ไหนถึงจะเข้าใกล้ตัวปราสาทหนอ


บริเวณสวนหน้าทางเดินเข้าปราสาทให้ความรู้สึกเหมือน สวนลุม บ้านเรา
คือ ตัวปราสาทจะถูกล้อมด้วยน้ำ แล้วมีสวนกว้างๆอยู่รอบๆตัวปราสาท
แถมยังมีเด็กๆมาเล่นบอลลูนโป้งกัน มีคนหนุ่มสาวมาเดินจีบกัน วิ่งออกกำลังกายรอบๆปราสาท
ถีบจักรยาน นั่งจิบชาคุยกัน มากมายหลากหลายกิจกรรมไปหมด เพลิดเพลินมากๆ


มีเรือพาชมรอบๆด้วยนะ



รูปสุดท้ายก่อนโบกมือบ๊ายบายปราสาทโอซาก้า เนื่องจากวันนี้เรายังมีที่ๆอยากไปอีกหลายๆที่
แถมเคยมาแล้วเมื่อหลายปีก่อนก็เลยตัดสินใจยืนแอบมองอยู่ห่างๆ


มาต่อกันที่ร้านของหวานกันบ้าง ก่อนมาญี่ปุ่นเราตั้งใจไว้แล้วว่า
ทริปนี้ต้องหาร้านขนมหวานอร่อยๆสักร้าน จึงเปิดดูร้านขนมหวานอันดับ 1 ใน Tabelog ว่าเป็นร้านอะไร

https://tabelog.com/en/osaka/A2701/A270104/27071315/

ปรากฏว่าคือร้านนี้นี่เอง “Acidracines Patisserie” ร้านขนมหวานสไตล์ฝรั่งเศสจ้า


ป้ายหน้าร้านยังเป็นภาษาฝรั่งเศสเลย (เขียนว่า “เปิด”)


ขนมน่าทานทุกชิ้นเลยยยยย


สบตากันแล้วปิ๊ง


แถวล่างก็น่าโดน


แถวบนก็มีอีก จัดมาค่ะ!!


ตัวนี้คล้ายๆพาย ไส้หวานๆ นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่ารสชาติคล้ายอะไร
ส่วนตัวคิดว่าคล้ายๆแอปริคอตแต่ไม่เปรี้ยว (หรือจริงๆอาจจะเป็นอย่างอื่นไปเลยก็ได้) แต่อร่อยมาก ฉ่ำๆกำลังดี ไม่แห้งไปด้วย


พี่คนนี้เป็นพิตตาชิโอ จะไม่หวานมาก เค้กนุ่ม เบอร์รี่ก็เจ้มจ้น


น้องสตรอเบอร์รี่นี่คือดีมากกกก ดีมากกกกกกกกกกกกกค่ะ ทาร์ตด้านล่างกำลังพอดี
ไม่แข็งไม่นุ่มเกินไป ด้านในจะเป็นครีมคล้ายๆคัสตาร์ด หวานๆทานคู่กับสตรอเบอร์รี่อมเปรี้ยวหน่อยๆคือฟินมากกกกกกก


ส่วนตัวนี้เป็นตัวท้อปของทางร้านที่บอกว่าขายดีสุด ข้างเป็นเป็นชอคโกแลตมูสเข้มข้น
คือแบบ มันเจ้มจ้น หวาน ขม พอดี ไม่เลี่ยนเกินไป ทานคู่กับกาแฟดำแล้วคือที่สุด

ตอนทานหมดทั้ง 4 ชิ้นอยากจะซื้อเพิ่มกลับไปทานที่บ้านต่อ แต่คนในร้านเริ่มแน่นเพราะเป็นเวลาพักกลางวันพอดี
แถมชิ้นที่เล็งๆไว้ก็หมดอีก ก็เลยยอมถอยทัพรับไขมันกลับบ้านไปแบบพอเพียง

ลืมบอกไปว่า ที่ร้านไม่มีโต๊ะให้นั่งทานนะคะ ลูกค้าทุกคนคือมาซื้อกลับบ้านหมดเลย
แต่เราเขาว่าเดี๋ยวเราจะทานเลย เขาเลยใส่ถาดมาให้นั่งทานหน้าร้าน (น่ารักมะ)
แถมตอนที่บอกว่าจะซื้อน้ำ เขาก็บอกตรงๆว่าร้านเขาไม่มีเครื่องดื่มที่เข้ากับเค้ก
คือมีขายแค่นมเย็นหวานๆ แล้วบอกว่าข้างๆร้านมีตู้กดน้ำนะ ไปกดกาแฟตรงนั้นมาดื่มกับเค้กดีกว่า 55555 ขอบคุณเจ้าพนักงานที่แนะนำค่ะ

#ใครไปโอซาก้าห้ามพลาดทุกประการค่ะ
ร้านอยู่ไม่ไกลจาก Umeda กดแมพแล้วตามไปได้เลย

https://goo.gl/maps/iDZJB3pVyFS2

เมื่อเสร็จจากของหวาน เราก็ไปต่อกันด้วยของคาว (กลับกันรึเปล่านะ 55) ร้านที่เราจะไปกันอยู่ชั้น 3 ชื่อร้าน épais ค่ะ


แต่เมื่อมาถึงกลับพบว่า!!!! เมนูหมดรัวๆ เราจึงต้องยอมตัดใจเดินหันหลังกลับอย่างผู้แพ้ อดข้าวเที่ยงไปหนึ่งมื้อ (จริงๆคือก็ยังอิ่มจากของหวานอยู่ เลยเสียใจแต่พอรับได้)


จากนั้นเราไม่รีรอ รีบเดินจ้ำต่อไปยังห้างสุดฮิตของวัยรุ่นชาวโอซาก้า HEP FIVE นั้นเอง


เมื่อเข้ามาถึงก็จะได้รับการต้อนรับจากเจ้าปลาวาฬสีแดงตัวนี้ที่เป็นเหมือนมาสคอตของห้าง


แถมพึ่งรู้ว่ามันมีลูกด้วย!!!


มาถึงก็แจ้นมานี่ก่อนเลย Jump Shop ! ร้านสำหรับสาวกโชเนนจัมพ์ทั้งหลาย เตรียมเสียเงินกันให้ดี


ที่ Hep Five นี่ต้องบอกว่าเป็นแหล่งรวมวัยรุ่นอย่างแท้จริง อาจจะเป็นเพราะเรามาช่วงวันหยุดด้วย
ทำให้ไปไหนมาไหนก็เจอแต่ชาวญี่ปุ่น ออกมาเที่ยวกันเต็มที่สุดๆ

นอกจากปลาวาฬและชิงช้าสวรรค์อันเป็นจุดเช็คพอยท์ของที่นี่แล้ว
ในตัวตึกยังมีทั้งร้านแบรนด์เสื้อผ้าและอาหารรวมถึงของหวานอีกเพียบบบบบ
แถมยังมีชั้นตู้เกมส์และตู้ถ่ายสติกเกอร์อีก 2 ชั้นเต็มๆ!!! ใครอยากมาดูวัยรุ่นหนุ่มสาว มาที่นี่รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน


และเนื่องจากเราใช้บัตร Amazing Pass ก็จะสามารถขึ้นกระเช้าได้ฟรีทันที (ปกติ 500 เยน)


ในกระเช้าจะเปิดแอร์ แถมมีลำโพงให้เสียบกับมือถือเพื่อเปิดเพลงด้วยนะ เพราะเสียงเครื่องยนต์ดังมากกกก


ชุบุ~ ❤



เหยินเอ๊ย


วิวเมืองโอซาก้ายามเกือบๆเย็น


เมื่อเราเดินเล่นจนเหนื่อย ก็กลับไปที่ร้าน épais อีกรอบ เนื่องจากความแค้น
ต้องกินให้ได้!!!! ไปถึงร้านเป็นลูกค้า 2 คนแรกเลย สั่งเบียร์ Non-Al มาอีกยี่ห้อหนึ่ง รสชาติพอๆกันนะ ไม่ต่างกันเท่าไหร่


ร้านนี้เป็นร้าน Tonkatsu ที่ได้ Michelin Guide มาตั้งแต่ปี 2016 ยัน 2018 เลย
ทั้งร้านนั่งได้แค่ 12 ที่เท่านั้น แถมถ้าไม่โทรมาจองก่อน ก็อาจจะเจอหมูหมดแบบที่เราเจอ


เราได้นั่งเคาเตอร์ ก็ดูเชฟเตรียมอาหารไปนะฮะ ซึ่งตลอดเวลาที่นั่งรอหมูเนี่ย มีคนโทรเข้ามาจองโต๊ะกันรัวๆเลย


ระหว่างรอก็เสิร์ฟเกลือมาให้จิ้มกินอีกแล้ว


หมูตัวเด็ดของที่นี่จริงๆคือ Tokyo X ซึ่งหมด ฮืออออ เราจึงลองสั่งตัวที่รองลงมาก็คือ Yamagata
ส่วนสันนอกนั้นเอง แต่!! เสียใจมากคือ มันไม่นุ่มอย่างที่คิด ถ้าถามถึงรสชาติแล้วบอกเลยว่าอร่อย
แต่เนื้อดันไม่นุ่มตามที่จินตนาการไว้ ก็เลยแอบเศร้ามากๆ


อีกตัวที่สั่งมาลองคือเจ้านี้ Mangalitsa เป็นหมูจากฮังการี ต้องบอกว่าเนื้อนุ่มอร่อยกว่ายามากาตะคนละเรื่องเลย

อันที่จริงก่อนมาโอซาก้า เราตั้งใจไว้ว่าจะไปร้าน Manger ซึ่งเป็นร้านอันดับ 1 จาก Tabelog อีกเช่นเดิม
แต่ดันลืมเช็คไปว่า ร้านปิดวันจันทร์-อังคาร ซึ่งเป็นสองวันที่วางไว้ว่าจะเที่ยวในโอซาก้า
เลยต้องมาหาร้านตัวตายตัวแทน ส่วนตัวคิดว่าร้านนี้ค่อนข้างดี แถมมีเครื่องดื่มบริการเยอะเป็นพิเศษทั้งเหล้าญี่ปุ่นและเหล้านอก
รวมถึงตัวเชฟก็ดูพิถีพิถันในการทำอาหารเอามากๆ ถ้ามาลองสั่งเป็นสันในอาจจะไม่เจอเนื้อเหนียวแบบพวกเรา


ทานอิ่มแล้วก็ไปเดินย่อยกันค่ะ จะมีที่ไหนได้นอกจากชินไซบาชิ

เราตื่นเต้นกันมาก เพราะพึ่งรู้ว่าเขาเปลี่ยนป้ายเป็น LED แล้ว!!!!!!!


แชะรูปด้วยซะหน่อย หน้ามืดตึ๊บ!


มาเดินย่านนี้ก็ต้องทำใจเรื่องมวลมนุษย์ไว้เลยนะคะ คนมหาศาลลลลลลลลลเลย



จังหวะที่เดินๆเล่นอยู่นั้นก็เจอกับเจ้าปลาหมึกยักส์


แม้พี่จะอิ่มจนท้องจะแตกแล้ว พี่ก็ยังต้องชิมน้องหมึก แต่บอกเลยว่า อร่อยยยย
ยืนยันอีกครั้งว่าถึงจะเป็นทาโกะยากินิ่มๆไม่กรุบกรอบแบบที่ปกติชอบทาน แต่อันนี้คืออร่อยมากๆเบย


ก่อนหมดคืน เราก็แวะทำลายเศษเหรียญด้วยเกมส์ตู้กันซะหน่อย หึหึ ไม่ต้องบอกเลยว่า เสียเงินฟรี ฮือออออออ

เช้าอันสดใสของวันสุดท้ายในโอซาก้า เราตรงมายัง Expo ’70 Commemorative Park
แลนมาร์คในการ์ตูนวัยเด็กของพี่บีม 20th Century Boy นั้นเองงง ฮือๆๆ แค่ได้มาเห็นก็ฟินแล้ว


จริงๆเราแค่กะจะแวะมาแชะรูปเฉยๆเท่านั้น แต่บังเอิญว่าวันที่เราไป มีเทศกาลชมซากุระพอดิบพอดี
เจอชาวญี่ปุ่นหิ้วเสื่อมาปิกนิคกันเต็มไปหมด เราก็เลยเปลี่ยนแผน เข้าไปนั่งปิกนิคกันซะหน่อย


แถมมีร้านอาหาร ขนม นม เนย เบียร์ อะไรอีกเต็มไปหมด


ด้านหลังของ Tower of Sun


ด้านข้าง


ด้านหน้า

ได้มาเห็นของจริง สบายใจละ กลับบ้านได้ 55555


ในระหว่างที่เดินกลับไปยังสถานี เราก็แวะมาดูสวนข้างๆหน่อยว่ามีอะไรบ้าง ดันหันมาเจอสิ่งนี้!!


โบ๊ะ! ใครจะไปคิดว่าจะเจอ Luke’s Lobster แถวนี้ ตอนแรกก็ยังคิดอยู่ว่าจะแว่บไปชิมร้านนี้ตอนไหนดี
อยู่ๆก็มาให้ชิมถึงที่ เลยลองสั่งมาแบบ Half Original Half Wasabi อร่อยทั้งสองแบบ (ในรูปที่มีต้นหอมคือฝั่งวาซาบิค่ะ)


เดินต่อมาอีกหน่อยก็เจอ Gundam Cafe


พี่ยูก็เลยแวะมาซื้อเครื่องดื่มคิ้วๆ พี่บีมก็เดินหายไปดูกันดั้ม หึหึ ให้หิ้วตัวเล็กกลับมาตัวเดียวพอนะ กระเป๋าเต็ม!


กลับจากกันดั้มคาเฟ่ พี่ยูก็ตรงงงงไปยังคาเฟ่ซากุระ
(อ่านรีวิวได้จากโพสต์นี้เลยค่ะ : https://pantip.com/topic/37542311 )

ระหว่างทาง เรายังเจอร้านขายฟิกเกอร์ที่มีพลังงานบางอย่าง ดูดให้เราเดินเข้าไปในร้านอีกด้วยค่ะ


เห็นแล้วอยากร้องไห้ เงินไม่พอซื้อแล้วค่ะ ฮือออ


มาถึงสต้อปสุดท้ายเพื่อทำลายเงินในกระเป๋าเงินให้สิ้นซากกันค่ะ

ร้านนี้เป็นความชอบส่วนตัวของพี่บีม คือร้าน Hinoya
ที่จะมีขายเสื้อฮาวายโดยเฉพาะแบรนด์ Sun Surf ที่ในบ้านเราก็จะพอหาได้บ้างแต่ถูกโก่งราคากันพอตัว
ก่อนจะไปโอซาก้านี่เราก็ลองถามอากู๋ดูว่ามีที่ไหนบ้างนะที่จะหาซื้อได้บ้างก็เลยเจอร้านนี้ขึ้นมา
จริงๆคือถ้าเดินหาดูจะมีบางร้านที่ก็มีขายนะ แต่จะมีน้อยมากและไม่ค่อยมีไซส์ให้เลือก แต่ร้านนี้เรียกได้ว่า ค่อนข้างเยอะเลย

ใครที่สนใจจะไปตามรอย พี่บีมบอกว่าถ้าไปแล้วฝากอินบอกซ์มาหน่อย พี่บีมจะฝากซื้อเสื้อด้วยค่ะ 5555


มือเย็นวันนี้เป็นร้านสุกี้ที่บังเอิญเจอ จริงๆแล้วเราไปร้านอันดับต้นๆใน Tabelog มาอีกแล้ว
แต่โดนเขาปฏิเสธมาเพราะคนจองเต็มหมดแล้ว เลยเดินเสี่ยงดวงกันแถวๆสถานีชินไซบาชิเลยมาเจอร้านนี้เข้าให้

ร้าน Sohonke Naniwasoba


พี่ยูสั่งเป็นเซ็ตสุกี้เนื้อ ให้เนื้อมาแค่สองแผ่นถ้วน (โธ่) แต่เป็นเนื้อ Black Beef ที่อร่อยมาก!!
จึงสั่งเพิ่มอีก 1 จาน (ได้มาอีก 4 ชิ้น)


จริงๆแล้วเนื้อ 1 ชิ้นนั้นคลี่ออกมาได้กว้างมา กว้างพอดีหม้อสุกี้เลย ทานกับไข่ดิบสดๆ พุ้ยข้าวร้อนๆเข้าปาก อ่าาาาาา ฟินน~


ส่วนพี่บีมสั่งเป็นโซบะชาบูเนื้อ มาถึงก็รีบคีบโซบะลงไปลวก เลยไม่ทันถ่ายเลย 555


ที่ลวกเส้นน่ารักไหม


เนื้อที่ให้มาเป็นเนื้อแบบเดียวกัน อร่อยมากๆค่ะ เบ็ดเสร็จ 2 คนประมาณ 1 หมื่นเย็น
แต่อิ่มมมแปร้ และขอพูดอีกหลายๆรอบว่า เนื้ออร่อยมากๆๆๆ

จริงๆใกล้กันจะมีร้านบุฟเฟต์อยู่ ซึ่งเราเห็นว่าคนรีวิวเยอะแล้ว
ก็เลยหาร้านแปลกๆลองชิมดูแทน สรุปว่าแฮปปี้ค่ะ


ก่อนกลับเรากะจะเข้าซุปเปอร์ห้างไดมารู ไปหาอาหารเช้าสำหรับวันพรุ่งนี้ซะหน่อย
แต่ดั๊นมาเจอสตรอเบอร์รี่ลดราคาอยู่ซะก่อน เสร็จพี่สิน้องงง

สตรอเบอร์รี่ตัวนี้เป็นตัวที่เราเห็นจากในรีวิวของคุณบูม เป็นสตรอเบอร์รี่ที่มีชื่อว่า “ซัสสึมะ โอโตเมะ”
ทีแรกเห็นแต่แบบกล่องใหญ่มาก 30 ลูก 3,500 เยน… แล้วจะไปกินหมดได้ยังไง 2 คนนนน
แถมพรุ่งนี้ยังต้องไปเที่ยว USJ อีกทั้งวัน กว่าจะบินกลับก็ดึก ไม่อยากจะหิ้วกลับไทย เกือบจะตัดใจแล้ว


โชคดีที่พี่ยูเดินไปที่หน้าเคาเตอร์ที่พนักงานกำลังแพคสตรอเบอร์รี่อยู่
จึงเห็นว่า มีสตรอเบอร์รี่ลดราคา ซึ่งเป็นพวกสตรอเบอร์รี่ที่สุกมากๆแล้ว ฉ่ำพร้อมทาน 1 กล่องใหญ่
ขายในราคา 1,100 เยน เท่านั้น!!! พวกผมนี่รีบคว้าไว้ทันที ทานตั้งแต่กลางคืนยันเช้า
แถมใส่ถุงพลาสติกหิ้วไปเดินทานใน USJ กันต่อ เนื้อหวานม้ากกกกก แทบไม่มีเปรี้ยวเลย
พี่บีมที่ปกติไม่ได้เป็นแฟนสตรอเบอร์รี่ยังหยิบเอาๆ หอม อร่อย ใครไปเดินห้างอย่าลืมแอบดูตามเคาเตอร์ของลดราคานะคะ


คาแรคเตอร์เขาต้องมีผมชี้ๆ รูปทรงหัวใจด้วยนะ อิอิ


ความพิเศษของซัสสึมะโอโตเมะอีกอย่างคือ เนื้อข้างในเป็นสีขาวค่ะ!! ขาวจั๊วเลยด้วยย หวาน หอม ประทับใจมากๆค่ะ


เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อเราดูรีวิวของคุณบูมมาแล้ว เราจะพลาดเจ้าสิ่งนี้ไปได้ยังไง


Premium Kotoka ลูกสีแดงแปรดดดดดด เปิดกล่องมาคือได้กลิ่นหอมอ่อนๆเตะจมูกมาเลย


อีกตัวที่ห้ามพลาดเจ้าค่ะ


Premium Awayuki หอมมากจริงๆ แต่เป็นหอมแบบสดชื่นแบบไม่ถูก
จะไม่ใช่กลิ่นหอมแบบพวกแยมสตรอเบอร์รี่ที่เราทานกันเป็นประจำนะคะ


เทียบกันสองตัวค่ะ อีกตัวที่เป็นสีขาวล้วน หมด! แอบรู้สึกว่าลูกที่เราได้มามันเล็กๆ
(รวมถึงซัสสึมะโอโตเมะก็ดูเล็กกว่าตัวที่คุณบูมรีวิวไว้)


มาผ่าชำแหละกันค่ะ ข้างในขาวอมชมพู


ส่วนพี่โคโตกะแดงแปร้ด


เทียบกันให้เห็นชัดๆค่ะ

ส่วนตัวพี่ยูชอบสีแดงมากกว่า เพราะความหอมหวานนี่มันอบอวลในปาก ส่วนพี่บีมชอบสีชมพูมากกว่า
เพราะรู้สึกว่ารสชาติมันละมุนละไมกว่า

แต่สุดท้ายก็คิดว่า ซื้อแค่ซัสสึมะก็พอแหมะ หวาน หอม อร่อย
ไม่ต้องซื้อตัวพรีเมียมหรอก แพง! 555

วันสุดท้ายในทริปคันไซของเราคือการไปเที่ยว USJ
(ตามอ่านรีวิวได้ที่นี่เลยค่ะ : https://pantip.com/topic/37544687 )

เมื่อเล่นเครื่องเล่นมาเหนื่อยๆจนหมดวันก็รู้สึกเหนียวตัวไปหมด
เราจึงจะพาทุกคนมาอาบน้ำกันค่ะ ห้องอาบน้ำหยอดเหรียญที่ว่า อยู่ที่ Terminal 1 ค่ะ

เมื่อเราเช็คอินกระเป๋าแล้วเดินเข้ามาถึงด้านในเทอมินอลแล้ว เดินมายังสตาร์บัคในเทอมินอลเลย
มองข้ามสตาร์บัคไปยังป้ายสีน้ำเงิน เราจะเห็นสัญลักษณ์ฝักบัวอยู่


นี่ไง เดินอ้อมหลังร้านกาแฟไปเลยค่ะ


เราก็จะเจอกับ Shower Room เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง


ที่นี่จะไม่มีพนักงานคอยเฝ้า แต่เขาจะมีโทรศัพท์ให้เราโทรสอบถามได้ค่ะ
แต่จริงๆแล้วการใช้งานไม่ยากเลย แถมยังมีผ้าเช็ดตัวพื้นเล็กขายด้วยนะ


ตู้แลกเหรียญก็มีให้พร้อมค่ะ ไม่ต้องกลัวไม่มีเหรียญหยอด


หน้าตาห้องอาบน้ำก็จะประมาณนี้ค่ะ


เราแค่หยอดเหรียญเข้าไป 600 เยน อาบได้ 15 นาที


พร้อมแล้วเตรียมตัวอาบน้ำกันค่ะ


มีแชมพูสบู่ให้เสร็จสรรพ


ให้ทายว่าในรูปนี้คืออะไร??

ติ๊กต่อกๆๆๆ
.
.
.
เฉลยยยยย

นี่คือ ฝักบัวค่าาา เป็นฝักบัวด้านบนเหนือศรีษะ คือเราเลือกได้ว่าจะให้น้ำออกทางไหน


ไม่ได้มีแค่ห้องอาบน้ำด้วยนะคะ ยังมีห้องน้ำ และห้องแต่งหน้าทำผมด้วยยย


ห้องแต่งหน้าทำผม เสียดายไดร์เบาไปหน่อย ผมพี่หนา เป่าจนไดร์แทบไหม้


ก่อนขึ้นเครื่อง ก็มาถึงสเตชั่นสุดท้ายในการทำลายเหรียญที่เหลืออยู่ของเราค่ะ


กาชาปองนั้นเอง! จริงๆแล้วที่สนามบินคันไซขึ้นชื่อเรื่องตู้กาชาปองมาก แต่ว่า เราลืม… ดันเช็คอินเดินตัวปลิวกันเข้ามาก่อน เพราะบริเวณที่มีตู้เยอะๆนั้นอยู่ก่อนจะเช็คอินเข้ามา เราเลยเจอตู้แค่นี้บริเวณทางเดินไปเกท ฮืออ เสียใจ

จบแล้วค่ะ ทริป 6 วันในคันไซของพวกเรา เต็มอิ่มมากๆ มีทั้งเรื่องฟินๆ และร้านอาหารแย่ๆ (ที่เราไม่ได้เขียนรีวิวไว้)
แต่ทั้งหมดก็ทำให้การเดินทางครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งทริปที่ทำให้เรามีความสุขมากๆ
และอยากจะกลับมาทำการบ้านเพื่อให้ทริปหน้าเดินทางกันได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น

ต้องบอกเลยว่าในตัวเมืองโอซาก้านั้น มีสถานทีท่องเที่ยวมากมายให้เราเลือกไปเดินเล่น ชมเมือง ถ่ายรูปแลนมาร์ค
หรือต่อแถวกินอะไรๆได้อีกเพียบ เพราะฉะนั้น ถ้าคุณชอบเที่ยวแบบไหน ก็ลองศึกษาเส้นทาง
ทริคในการเที่ยวจากหลายๆแห่งไว้เยอะๆนะคะ ขอให้ทุกคนสนุกกับการเดินทางเช่นกันค่ะ ยิ้ม

ฝากติดตามพวกเราได้ที่

http://fb.com/beamwithyuu

หรืออออ

http://beamwithyuu.com

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s