KYOTO “ไปเกียวโตคนเดียวไม่ค่อยฟิน อยากให้เธอบินมาเที่ยวด้วยกัน” by BeamwithYuu

กริ้วววว วันนี้เราจะไป เกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น
ซึ่งบอกเลยว่า จริงๆแล้ววันเดียวเนี่ย เที่ยวไม่ครบแน่ๆถ้าไม่ชะโงกทัวร์
เราจึงจำใจต้องเลือกว่าอยากไปที่ไหนบ้าง แถมวันนี้ดันเป็นวันอาทิตย์!!!!
คนมหาศาลลล ทั้งนักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นที่มาเที่ยวกับครอบครัวอีก
ตายค่ะตาย แต่ที่เราเลือกมาเกียวโตวันนี้เพราะเราจองบัตรชมการแสดงเกอิชาชื่อดังเอาไว้
นั้นก็คือ “มิยาโกะ โอโดริ” ทำให้เราต้องมาวันนี้
(ฮือ สาระแนอยากดูการแสดงวันแรกไง ถ้าเลื่อนไปพรุ่งนี้ก็น่าจะคนน้อยลงตั้งเยอะ ชิ)

สำหรับแผนเที่ยวในวันนี้ก็คือ
#เดินชิลดูป่าไผ่ #ชมวัดทอง #สงบใจที่สวนหิน #ฟินเกอิชา #จิบกาแฟดริปดีกรีแชมป์

ส่วนระหว่างทางเราจะเจออะไรกันบ้างนั้น ตามมาเลยค่ะ!

เราเริ่มต้นการเดินทางที่ Arashiyama Station เพื่อจะเดินไปชมป่าไผ่อันโด่งดัง


เมื่อมาถึงสถานีเราก็กดแมพเพื่อเดินไปยังเป้าหมาย ซึ่งหน้าสถานีจะมีร้านให้เช่าจักรยานด้วยนะ
แต่ด้วยความที่เรากะจะกลับจากสถานีเกียวโต ไม่อยากย้อนกลับมาทางนี้ก็เลยไม่ได้เช่ารถ เดินรัวๆเลยจ้า


วันที่ไปต้องบอกเลยว่า อากาศดีมากกก ซากุระบานเต็มต้น ลมพัดเบาๆ


มองไปทางไหนก็สบายหูสบายตาสบายใจ ชาวญี่ปุ่นบางบ้านเขาก็จะมาปิกนิคกัน


ซากุระซัง


ซากุระงิ


ซากุระคุง


ซากุระเต็มไปหมดเลยยยยย


บริเวณทางเดินจากสถานีไปจนถึงในตัวเมือง (จริงๆไปจนถึงป่าไผ่เลย)
เป็นทางเดินสาธารณะ ใครจะพาน้องหมามาเดินเล่นก็ได้ด้วย


ทางเดินริมแม่น้ำจะมีเก้าอี้ให้เรานั่งชมเมืองด้วย ใครชอบถ่ายรูปรับรองว่ามาแถวนี้นี่อยู่ยาว ได้เป็นร้อยรูปแน่นอน


เอาซากุระเป็นโฟกราวก็ได้


เป็นแบคกราวก็งาม


ซากุระที่ญี่ปุ่นเองก็จะมีหลายพันธ์ มีทั้งแบบที่ขึ้นช่อสวยๆ หรืองอลงมาเป็นพุ่มก็มี


เดินข้ามสะพานใหญ่ไปอีกนิดนะ ใกล้ถึงป่าไผ่แล้ว


มีเรือแจวพาชมเมืองด้วยนะ


อุ้ย เดินไปเดินมา ถึงแล้วว


ผ่าม!!! มนุษย์เยอะไปไหนเนี่ย!!
ขอฝากไว้นิดนึงว่า ถ้าอยากมาถ่ายรูปป่าไผ่แบบเงียบสงบ ไม่มีผู้คน
คุณต้องมาเช้าหน่อย ตอนเราไปถึงประมาณสิบโมง คนล้นหลามมาก หรือมาในฤดูที่เป็นโลวซีซั่น ก็น่าจะช่วยได้


ถ้าจะถ่ายสวยๆหลบคนก็คงได้ประมาณนี้ละมั้ง  55555


หรือเอาตัวบังแบคกราวให้หมดเลยยยยย


หรือไม่ก็ยืนรอไปนะ จนกว่าจะมีจังหวะที่คนซาๆก็แชะรูปได้นิดๆหน่อยๆ


ส่วนตัวชอบบรรยากาศที่นี่เหมือนกันนะ ถ้าตัดความพลุกพล่านออกไป
เราว่าที่นี่สงบดีเลย อากาศเย็นสบาย เงียบสงบมากๆ และนอกจากมุมสุดฮิตตรงนี้แล้ว
ที่จริงยังมีส่วนอื่นๆให้เดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจได้อีก ถ้าใครมาสายสงบๆรื่นรมย์กับธรรมชาติ แนะนำเลย


เสร็จจากป่าไผ่ เราก็เดินออกมาขึ้นรถเมล์กัน ถ้าใช้ Kansai Pass
แบบที่เราซื้อมาตั้งแต่วันแรกก็จะสามารถใช้รถเมล์ของที่นี่ได้ฟรี

การเดินทางในเกียวโตจะค่อนข้างต่างจากโกเบตรงที่ใช้รถเมล์อาจจะสะดวกกว่า
เพราะมีป้ายถี่มากๆเมื่อเทียบกับรถไฟ แต่ข้อเสียก็คือ คนเยอะมากๆเช่นกัน
(อันนี้วงเล็บว่าเรามาเกียวโตวันอาทิตย์ ดันมาเจอนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเองด้วย คนเลยล้นหลามมากกก ถ้ามาวันธรรมดาไม่รู้จะพีคแบบนี้ไหมนะ)


Next Stop ของเราคือวัดทอง ไปดูเขียวๆแล้วมาดูอะไรเหลืองๆบ้าง

ที่ซอยถนนหน้าทางเข้าวัด จะมีร้านขายเครื่องสำอางค์อันเป็นยี่ห้อเก่าแก่ประจำเกียวโตอยู่ด้วย ใครสนใจแวะเสียเงินกันได้


แต่สายกินอย่างเรา มันต้องเข้าร้านนี้ หุหุ


ร้านไอศครีมนั้นเองงงงง มีให้เลือก 3 รส คือ วานิลลา ชาเขียว ผสม (ส่วนตัวว่าชาเขียวอร่อย)


เป็นไอศครีมแปะทอง ข้างในมีโมจิกับถั่วแดงอยู่ด้วย อร่อย โคนยังอร่อยเลย
อยากกินอีก แต่แผ่นทองนี่กินดีๆนะ ติดปากเป็นสาลิกาเลยจ้า 5555


ก่อนเข้าวัดเราต้องจ่ายค่าผ่านประตูด้วยนะ


ดูเพื่อนร่วมทางชมวัดของเราสิ มหาศาลลล


ทุกคนมารวมตัวกันเพื่อสิ่งนี้ วัดทอง ทองสมชื่อจริงๆ ขนาดช่วงเวลาที่ไปฟ้าครึ่มมากก็ยังเห็นถึงความเหลืองอร่าม


ทางเดินจะเป็นทางเดินวนรอบๆตัววัด เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปกระจุกอยู่ที่เดียว เดินวนๆหามุมถ่ายได้เรื่อยๆ


แต่ตัวอาคารไม่ได้เปิดให้เข้าชมนะ เราได้แต่เดินอยู่รอบนอกเท่านั้น
อีกสิ่งหนึ่งที่ชอบมากๆคือสวนรอบๆวัด สวยงามไม่แพ้กันเลย


แชะรูปหน่อยย


เมื่อเดินวนมาถึงอีกด้านหนึ่งก็จะเป็นแบบนี้จ้า


นอกจากตัววัดทองแล้วก็จะมีอะไรเล็กๆน้อยๆให้ชมระหว่างทาง
แต่พี่ยูเคยมาวัดทองนี่รอบที่ 5 แล้ว เลยพาเดินดูแค่วัดทองแล้วเดินออก อดถ่ายรูปอื่นๆเลยเพราะต้องทำเวลา ฮือ

เรามาต่อกันที่วัด Ryoanji เพื่อมาดูสวนหินกัน


แต่เดินๆอยู่พี่ยูก็หยิบขวดโค้กขึ้นมาถ่ายรูป… เพราะเป็นขวดโค้กรุ่นพิเศษ (ถ่ายมาทำไมหนออ)


ก่อนจะเดินไปถึงสวนหิน เราก็จะได้ชมสวนดอกไม้ระหว่างทาง ซึ่งขอบอกเลยว่า สวยงามมากกกกกก
เป็นความสวยที่ตอนถ่ายรูปคิดว่าจะถ่ายยังไงให้เห็นว่ามันสวยเท่าที่ตาเห็นเนี่ย สุดท้ายก็ทำใจยอมรับว่าทำไม่ได้ 55555


สวยงามจริงๆนะ อยากให้มาเห็นด้วยตาตัวเอง


ร่มรื่น และ รื่นรมย์ (อร๊างงงง~~ พี่เสื้อฟ้าฟินเวอร์)


ถึงแล้วว สวนหินที่เขาเรียกว่า ฮิระนิวะ เป็นหนึ่งในสวนหินที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในญี่ปุ่นเลย


ในสวนหินแห่งนี้จะมีหินวางอยู่ทั้งหมด 15 ก้อน แต่เขาว่ากันว่า ไม่ว่าเราจะมองจากมุมไหนก็ตาม
เราจะไม่มีทางมองเห็นหินทั้ง 15 ก้อนได้จากมุมเดียว


สิ่งที่ทำให้ที่นี่มีชื่อเสียงโด่งดังเนี่ย ไม่ใช่ว่าแค่เรียงๆหินแล้วออกมาเรียบง่ายสวยดีนะ
เขายังมีปรัชญาที่มากับการจัดสวนหินแบบนี้ด้วย ซึ่งรายละเอียดมันจะเยอะและยาวมาก ใครที่สนใจอยากให้ลองหาอ่านกันดูนะคะ


ส่วนตัวเราเพลิดเพลินมาก น่าเสียดายมากๆอย่างเดียวเลยคือ นักท่องเที่ยวเยอะมากกกกกกกกก
แน่นยิ่งกว่าป่าไผ่ แต่ถ้าทำใจให้สงบแล้วตั้งใจโฟกัสที่สวนได้ก็จะเบาใจลง


นอกจากสวนหินแล้ว ยังมีห้องแบบญี่ปุ่นที่เก็บรักษาสภาพเดิมไว้ให้เราชมด้วย


มีสวนจิ๋วด้วย แต่อ่านไม่ออก ฮืออ


ออกมาจากสวนหินเราก็จะยังเจอทางเดินที่ปกคลุมไปด้วยร่มไม้นานาพรรณ


เหมาะกับการสงบจิตใจอย่างแท้จริง


นอกจากนั้น เรายังตั้งใจจะมาชิมร้านอาหารที่อยู่ในวัดเรียวอนจิอีกด้วย (ซึ่งบังเอิญกูเกิ้ลเจอระหว่างหาข้าวเที่ยง 5555)


เมนูจะเป็นพวกซุปเต้าหู้หรือซุปผัก แลดูเฮลตี้มากๆ


แต่ปรากฏว่าต้องรอคิวอีก 1 ชั่วโมง!! เลยต้องแพ้บาย บรรยากาศในร้านชิวเหลือเกิน
ถ้าใครอยากจะมาลองแนะนำให้โทรจองไว้ก่อนนะ ไม่งั้นจะพลาดแบบข้าพเจ้าได้ ฮือๆ


หลังจากนั้นเราต้องรีบจับรถไปยัง Kyoto Art Theater Shunjuza เพราะเรามีนัดกับ (โชว์) เกอิชา การแสดงนี้มีชื่อว่า Miyako Odori


แนะนำว่าต้องจองมาก่อน และการแสดงนี้มีเฉพาะช่วงซากุระบานเท่านั้น
อย่างของปีนี้ มีตั้งแต่วันที่ 1 เมษา – 16 เมษาเท่านั้น (ขอโทษนะที่เรามารีวิวช้า ฮืออ)


ก่อนเข้าชมการแสดงเราก็มาเดินดูบริเวณรอบๆงานก่อนก็ได้นะ มีทั้งร้านอาหารและคาเฟ่ มีขายรองเท้าผ้าใบจ๊าบส์ๆด้วย


มีแบคดรอปให้ถ่ายรูปด้วยนะ


ส่วนชุดกิโมโนที่โชว์อยู่นั้น หยิบมาใส่ไม่ได้นะ 555 ให้ถ่ายรูปด้วยเฉยๆ


ตั๋วที่เราจองมา เป็นแบบที่มีพิธีชงชาแบบญี่ปุ่นให้ชิมด้วย โดยที่จะมีเกอิชาจริงๆมาชงให้
แต่แน่นอนว่า เขาไม่ให้ถ่ายรูปเด้อ // ขนมไข้ถั่วเหลืองหวานๆ ทานคู่กับชาเขียวขมๆ เข้ากันดีทีเดียว


เมื่อโชว์ใกล้เริ่มแล้ว เขาจะต้อนเราเข้าห้อง ซึ่งจะมีให้เช่าหูฟังภาษาอังกฤษด้วย เอามาคืนแล้วจะได้เงินมัดจำคืนนะ


ใครที่ชอบชมละครเวทีเราคิดว่า ควรค่าแก่การมาลองดู ส่วนตัวเราคือรู้สึกคุ้มค่ามากๆ ทั้งได้เรียนรู้วัฒนธรรมการแสดงของญี่ปุ่น รวมถึงวัฒนธรรมเกอิชาที่หาดูที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ

เนื้อเรื่องของการแสดงจะพูดถึงฤดูกาลในญี่ปุ่น เริ่มจากฤดูร้อน วนมาจบที่ฤดูใบไม้ผลิหรือก็คือหน้าซากุระนั้นเอง
โดยการแสดงจะแตกต่างกันไปทุกปี แต่สิ่งสำคัญคือ ห้ามถ่ายรูป
เพราะเขาอยากให้เราตั้งใจชมการแสดงตรงหน้าโดยไม่มีอะไรมาทำให้เสียสมาธิ
นักแสดงจะมีทั้งเกอิชาฝึกหัดที่เรียกว่าไมโกะ และเกอิชารุ่นปัจจุบันไปจนถึงเหล่าพี่เลี้ยงเกอิชาที่เป็นรุ่นเดอะ
แต่ทั้งหมดทั้งมวล เราประทับใจสุดๆ (เลยเขียนซะยาวขนาดนี้เลย 5555)


เมื่ออิ่มเอมจากการชมมิยาโกะโอโดริมาแล้ว เราก็เลยไปเดินเล่นที่ถนนสายโรแมนติกที่เขาเรียกกันว่า Philosopher’s Path

ระหว่างเดินก็แอบเจอต้นซากุระหลังบ้านแถวนั้น


ถึงแว้วว Philosopher’s Path สวยจริงๆด้วย


โชคดีที่ไปถึงช่วงเกือบเย็นมากๆแล้ว ทำให้คนไม่เยอะมาก


แถวนี้ยังมีร้านน้ำชาแบร์นเดียวกับกระดาษซับหน้ามันอยู่อีกด้วย


แต่กว่าเราจะไปถึง เขาก็ปิดรับออเดอร์เสียแล้ว


ถนนสายนี้จะเป็นทางเดินยาววววยาวววววววว ยาวมากจริงๆ


มีจุดให้นั่งจีบกันเต็มไปหมด


แถวซากุระแถวนี้ ยังมีต้นที่สีชมพู๊ชมพูด้วยนะ


สีนี้จริงๆ ไม่ได้แต่งสีเพิ่มเติมเลยจ้า


ฝาผ่อแถวนี้ก็มีความเกอิชา // เพราะสำหรับเกอิชาแล้ว “พัด” คือสมบัติประจำตัว ที่ทุกคนต้องมี


จากนั้นเราก็มุ่งหน้าสู่เป้าหมาย(เกือบ)สุดท้ายของทริปเกียวโตในวันนี้กันค่ะ

ดูสิคะทุกคน ยืนดมหัวกันสนิทชิดเชื้อเลยค่ะ


ถึงแล้วย่านโคมแดง


ตรงนี้ก็คือ Gion Street ค่ะ เป็นย่านที่มีเกอิชาอาศัยอยู่ แล้วก็จะมีทั้งร้านอาหารที่มีโชว์เกอิชา
แต่ก็จะมีทั้งที่เป็นโชว์ทั่วๆไป แบบ Commercialๆ หน่อยๆ อันนี้แล้วแต่ความชอบเลยนะคะ


เดินๆอยู่ก็เห็นมีรถเข้ามารับเกอิชาออกไปทำงานค่ะ


เมื่อเดินจนเหนื่อยแล้ว ก็ขอแวะจิบเบียร์เย็นๆหน่อย แต่เดี๋ยวก่อน! เบียร์ที่เห็นในรูปนี้เป็นเบียร์ Non-Alcohol
ที่ญี่ปุ่นเขาจะฮิตมาก หาได้ตามเซเว่นทั่วไป แต่บอกเลยว่าแบบขวดนี่อร่อยกว่าแบบกระป๋องเยอะมากๆ
ถึงจะไม่เหมือนเบียร์ปกติซะทีเดียวก็เถอะ พอจะทดแทนกันได้อยู่


ระหว่างเดินไปยังเป้าหมายสุดท้ายในเกียวโตของเรา ก็บังเอิญเจอเกอิชาระหว่างทาง
เหมือนจะมีคนมาสัมภาษณ์นะ พวกนางสตรองมากจริงๆ คือต้องบอกว่า
ภาพเกอิชาเดินในตัวเมืองยามค่ำคืนเป็นภาพที่นักท่องเที่ยวทุกคนจับตามอง
แต่พวกนางไม่ได้สนใจคนรอบข้างเลยแม้แต่สักนิดเดียว ให้ความสนใจกับคู่สนทนาของตัวเองเท่านั้นเลยจริงๆ นับถือเลยค่ะ


เอาล่ะ! ถึงเป้าหมายสุดท้ายในเกียวโตของเราแล้ว เป็นวันที่ผ่านไปเร็วจริงๆ


ที่นี่มีชื่อว่า Elephant Factory Coffee ซึ่งพี่ยูก็บังเอิ๊ญบังเอิญไปเจอจากเว็บบลอคเกอร์ญี่ปุ่น
ว่าเจ้าของร้านเนี่ยเขาชนะการประกวดกาแฟดริปเมื่อปีที่แล้ว แล้วมาเปิดร้านอยู่ตรงนี้ เราเลยมาลองชิมกันซะหน่อย

กระซิบบอกว่า ร้านนี้นั่งได้ไม่เกิน 18 คนเท่านั้น ซึ่งถ้ามาถึงแล้วไม่มีที่นั่ง เจ้าของร้านเขาก็จะกล่าวขอโทษ
แล้วเชิญเรากลับไป เพราะกว่าจะชงกาแฟแต่ละแก้วนั้นเขาค่อยๆทำ เขาไม่ได้เรียกให้รอด้วยนะ
น่าฉงฉานคนที่โดนเชิญออก เรานี่โชคดีมากไปถึง 2 ที่สุดท้ายพอดี

แต่สำหรับคนที่ไม่สูบบุหรี่อาจจะรำคาญๆนิดนึงนะคะ เพราะว่าในร้านเขาให้สูบบุหรี่ได้ ก็รมควันกันไปนิดๆนะ


โลโก้น้องช้าง โตแล้วจะกินกาแฟกี่โมงก็ได้ ฮ่าๆๆๆๆ


แก้วแรกที่สั่งเป็น Blend ของทางร้าน ซึ่งเขาจะมีเขียนกำกับไว้หมดว่าตัวไหนรสชาติเป็นยังไง
ส่วนตัวแล้วเราไม่ชอบกาแฟเปรี้ยว จึงสั่งเป็นตัวที่ค่อนข้างเข้มมา เพราะกาแฟญี่ปุ่นปกติก็จะรสอ่อนอยู่แล้ว
เมื่อสั่งตัวเข้มๆมาจึงได้รสที่ลงตัวมากๆสำหรับเรา แก้วนี้คือดีมากอีกแล้วครับท่าน 5555 (ทำไมกินอะไรก็อร่อย)


ชีสเค้กตอนแรกเห็นเหลี่ยมๆเล็ก เอ๋ จะอร่อยมั้ยนะ พอลองเข้าปากเท่านั้นแหละ
ตูมมมมมม ระเบิดความอร่อยเต็มคำ!!!


ส่วนนี่เป็นอีกหนึ่ง Signature ของทางร้านก็คือ Mini Cheese Cake และแก้วด้านข้างก็คือลาเต้เย็นนั้นเอง
ทั้งสองอย่างทานด้วยกันคือดีมากกกกกก ดีมากกกกกค่ะ เป็นการจบวันที่เปรมปรีย์เป็นอย่างมาก
(นอกเสียจากว่าคืนนี้จะนอนตาตื่นทั้งคืน 55555)

จบไปอีกหนึ่งวันกับทริปเกียวโตของเรานะคะ เรายังเหลืออีก 2 วันในการตะลุยโอซาก้า
แล้วพบกันใหม่นะคะ จุ๊บๆ xx


ฝากติดตามพวกเราได้ที่

http://fb.com/beamwithyuu
หรืออออ
http://beamwithyuu.com

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s